Breaking News
Home / World /

ถอดบทเรียน 12 ผู้นำ เมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัว

ถอดบทเรียน 12 ผู้นำ เมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัว

ขณะที่นั่งอยู่บนแท๊กซี่ในช่วงเทศกาลปีใหม่กับถนนโล่งๆ ปริมาณรถบางตา นับเป็นภาพที่ไม่คุ้นชินของกรุงเทพในวันปกติ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าการจราจรของกรุงเทพเป็นแบบนี้ตลอดไปมันคงเป็นอะไรที่สุดยอด ยิ่งเมื่อบวกกับอากาศที่เย็นสบายในช่วงนี้ด้วยแล้วมันยิ่งวิเศษสุดๆ ไปเลย


นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายต่อหลายครั้งในช่วงเทศกาลหยุดยาวผมมักจะไม่ค่อยออกไปต่างจังหวัดเหมือนคนอื่นเค้า แต่จะออกจากบ้านเพื่อตระเวนไปตามที่ต่างๆ ในเมืองหลวง ที่ไม่มีโอกาสได้ไปในวันธรรมดาด้วยการจราจรที่หนาแน่นและเต็มไปด้วยผู้คน

แล้วในระหว่างนั่งชิลอยู่ในร้านกาแฟก็ได้เจอกับบทความชิ้นหนึ่งจาก World economic forum ซึ่งพูดถึงเขตปลอดรถยนต์ในพื้นที่ใจกลางเมืองใหญ่ๆ ลดปริมาณการจราจรที่แออัดยัดเยียดรวมถึงสารพิษในอากาศและมลภาวะต่างๆแก่ผู้คนและโลกอย่างได้ผล แถมทำให้ระบบขนส่งสาธารณะได้ใช้งานอย่างเต็มที่ด้วย

เมื่ออ่านจบแล้วหันมามองประเทศไทย แน่นอนว่าเราอาจยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอยากให้ผู้มีอำนาจที่กำลังจะเป็นผู้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดจำนวนรถส่วนบุคคลบนท้องถนน เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวกสบายกว่านี้ อาาจเริ่มต้นง่ายๆ กับการบริหารจัดการให้ทางจักรยานที่มีอยู่ทุกวันนี้ใช้ได้จริง

เมื่อมองไปยังนานาประเทศ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2016 เมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกได้ออกมาขานรับแนวทางเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัวกัันไม่น้อย<html>

และนี่คือเรื่องราวของ 12 เมืองที่กำลังจะเป็นต้นแบบของเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัว


Oslo จะเป็นเมืองปลอดรถยนต์ในปี 2019

People walk in the main street of Oslo, Karl Johans gate, on July 23, 2011, a day after the twin attacks on a youth camp and the government headquarters that killed 91 people in Norway’s deadliest post-war tragedy. Police said a 32-year-old “fundamentalist Christian” ethnic Norwegian whose political opinions were “to the right” was responsible for the twin attacks that killed some 84 young people attending a summer camp organised by the ruling Labour Party at the island of Utoeya, while seven were killed earlier as bomb ripped through the government quarter in the centre of the capital. AFP PHOTO / SCANPIX / Berit Roald
NORWAY OUT (Photo credit should read ROALD, BERIT/AFP/Getty Images)

 

ออสโลตั้งธงไว้ว่าภายในปี 2019 จะไม่มีรถยนต์ส่วนตัวในเขตใจกลางเมือง และหลังจากนั้นอีก 6 ปี คือประมาณปี 2025 มาตรการนี้จะครอบคลุมไปทั่วใเขตเมืองหลักทั่วประเทศนอร์เวย์ด้วย

ด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ ทำให้มหานครแห่งนี้เดินหน้าเต็มกำลังด้วยการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ระบบราง และจุดเชื่อมต่อต่างๆ มีระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้บนถนนแทบทุกสายในเมืองออสโลก็มีเลนจักรยานครอบคลุมอยู่แล้ว ดังนั้น การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์จึงไม่น่ายาก

“ออสโลกำลังเป็นต้นแบบให้กับเมืองต่างๆทั่วโลกในการปรับเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะอะไรที่สุดยอดถ้าเมืองใหญ่ต่างๆทั่วโลกต่างมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ได้สำเร็จ” Paul Steely White กรรมการบริหารของ Transportation Alternatives องค์กรสนับสนุนนักปั่นจักรยานในนิวยอร์กซิตี้กล่าวถึงเมืองออสโลในฐานะเมืองใหญ่ของโลกที่กำลังจะก้าวเป็นผู้นำของการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ได้สำเร็จ


 มาดริด เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

“อย่างน้อยในรัศมี 500 เอเคอร์ รอบเมือง จะถูกปรับให้เป็นพื้นที่ปลอดรถยนต์ส่วนตัวควบคู่ไปกับการทำให้ถนน 24 สายที่ได้ชื่อว่ายุ่งเหยิงวุ่นวายที่สุดเพราะมีรถยนต์วิ่งขวักไขว่ตลอดวัน ให้กลายเป็นถนนปลอดรถยนต์ส่วนตัวที่น่าเดินที่สุดสายหนึ่งในโลก”

ความมุ่งมั่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเมืองมาดริดอย่างยั่งยืน โดยได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวรายวัน จาก 29% ให้เหลือ 23% พร้อมทั้งออกกฎเกณฑ์ชัดเจน หากผู้ขับขี่คนใดไม่สนใจและไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่นี้จะต้องจ่ายค่าปรับอย่างน้อย 100 เหรียญ ซึ่งมาตรการจะช่วยสร้างจิตสำนึกให้กับเจ้าของรถยนต์ที่เป็นตัวการก่อมลพิษว่าพวกเขาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยโดยค่าปรับนี้ก็จะถูกนำมาเป็นงบประมาณพัฒนาพื้นที่สีเขียว คืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเมืองต่อไปนั่นเอง

ด้าน Mateusz Porto และ VerónicaMartínez ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและนักวางแผนด้านเมืองจากกลุ่มผู้สนับสนุนคนเดินเท้าในท้องถิ่นชื่อ PIE,told  กล่าวว่า “จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐมาดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ เพราะความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเหล่านี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม และพลังเล็กๆของทุกคนในเมืองที่ร่วมกันคนละไม้ คนละมือ ในการลงทุน ลงแรง เนรมิตรเมืองให้เป็นอย่างที่ทุกคนหวังได้”


 เฉิงตู เมืองที่จะเดินไปไหนก็ได้ภายใน 15 นาที 

สถาปนิกในชิคาโก Adrian Smith และ Gordon Gill ได้ออกแบบและจัดระเบียบย่านที่อยู่ในเมืองเฉิงตู ประเทศจีน เพื่อให้ชาวเมืองเฉิงตูสามารถเดินไปยังสถานที่ต่างๆในเมืองได้ด้วยการเดินภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที ด้วยการใช้เทคนิคการปรับและออกแบบท้องถนนให้เอื้อและง่ายต่อการเดินมากกว่าขับรถ

ส่วนมาตรการจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวของเมืองเฉิงตู แม้จะยังไม่ได้ห้ามการใช้รถยนต์ส่วนตัวทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะจำกัดพื้นที่ให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งได้เพียงครึ่งหนึ่งของพื้นที่เมืองทั้งหมด และจะมีชาวเมืองเฉิงตูประมาณ 80,000 คนเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้มีรถยนต์ ซึ่งมาตรการที่กล่าวมานี้ในเบื้องต้นคาดการณ์กันว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2020

ทว่า ล่าสุดมีการอัพเดทว่าการบริหารจัดการในเรื่องนี้น่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายล่าช้าออกไปเพราะประสบปัญหาด้านการจัดการกำหนดเขตพื้นที่ปลอดรถยนต์ หรือ Zoning นั่นเอง


ฮัมบูร์กกับการปลูกฝังแนวคิด “ชีวิตง่ายขึ้นถ้าเลิกใช้รถ”

เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมัน ได้วางระบบการเดินทางในเมืองโดยส่งเสริมให้การเดินและการขี่จักรยานเป็นวิธีการเดินทางหลักของชาวฮัมบูร์กอยู่แล้ว และเพื่อขานรับนโยบายเมืองปลอดรถยนต์ เมืองใหญ่ของเยอรมันแห่งนี้จึงได้ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 2 ทศวรรษต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าลดจำนวนรถยนต์และจะกำหนดให้หลายพื้นที่ในเขตเมืองจะอนุญาตให้เฉพาะคนเดินเท้าและผู้ที่ขี่จักรยานเข้ามาเท่านั้น

และโครงการที่กล่าวถึงนี้มีชื่อว่า gruenes netz หรือ “green network” ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองฮัมบูร์กสามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆในเมืองได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งคาดว่าภายในปี 2035 โครงข่ายนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ของเมืองฮัมบูร์กที่จะประกอบด้วย สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น สนามกีฬา ลานกิจกรรม ถนนคนเดิน ไปจนถึงสุสาน


 โคเปนเฮเกน เมืองนี้จักรยานครอง

เป็นที่รู้กันว่าในวันนี้ ท้องถนนในเมืองโคเปนเฮเกน ถูกจักรยานยึดพื้นที่ไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะปัจจุบันประชากรกว่าครึ่งของเมืองเลือกที่จะปั่นจักรยานไปทำงานทุกวัน ปรากฎการณ์ดีๆทีี่เกิดขึ้นนี้ต้องให้เครดิตกับผู้บริหารเมืองโคเปนเฮเกนที่ตัดสินใจจัดโซนเฉพาะสำหรับคนเดินเท้าและจักรยานอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ปี 1960 ทำให้ตอนนี้ เมืองหลวงของเดนมาร์กแห่งนี้มีเส้นทางจักรยานครอบคลุมมากกว่า 200 ไมล์ และยังทำสถิติเมืองที่ประชากรถือครองรถยนต์ส่วนตัวต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปด้วย

ความวิเศษของเมืองนี้ไม่หมดแค่นี้ เพราะเป้าหมายล่าสุดที่ได้วางไว้ คือ การสร้างทางด่วนสำหรับรถจักรยานที่จะขี่ตรงไปยังเมืองรอบๆโคเปนเฮเกนได้เลย ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดเส้นทางจักรยานด่วนพิเศษนี้ไปแล้ว 28 เส้นทาง ตั้งแต่ปี 2014 และในปี 2018 นี้ก็กำลังจะเปิดอีก 11 เส้นทาง ทั้งหมดนี้นี่เองที่จะทำให้เมืองโคเปนเฮเกน กลายเป็นเมืองปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ภายในปี 2025 แน่นอน


 ปฏิบัติการ เปลี่ยนปารีส ให้ปลอดรถยนต์ใช้ดีเซล

ความสำเร็จจากความพยายามในวันหนึ่งเมื่อปี 2014 ที่มีประกาศห้ามรถที่ป้ายทะเบียนเป็นเลขคู่ขับเข้าเมือง แล้วส่งผลให้ปริมาณมลพิษในเมืองปารีสลดลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ได้จุดประกายให้มีการทบทวนว่าจะวางมาตรการห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลวิ่งเข้ามาในใจกลางเมืองปารีสเลย

อย่างไรก็ตาม ทางผู้ดูแลเมืองปารีสเลือกที่จะค่อยๆวางมาตรการเพื่อกำหนดทิศทางให้ปารีสเป็นเมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคล เริ่มจากในปี 2016 ได้กำหนดว่าห้ามรถยนต์ที่ประกอบขึ้นก่อนปี 1997 ขับเข้าเมืองในวันธรรมดา หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ รถยนต์ที่เข้าข่ายนี้จึงสามารถขับเข้าเมืองได้เฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนเมืองไปสู่เมืองปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น นายกเทศมนตรีกรุงปารีสยังวางแผนเพิ่มเส้นทางรถจักรยานเป็นสองเท่า ขณะที่ภายในปี 2020 ถนนบางสายจะเป็นถนนที่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นที่จะวิ่งได้


 เอเธนส์เอาด้วย! เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองสู่ เมืองปลอดรถยนต์ใช้ดีเซล

หลังจากที่ กรีซ ประกาศในเดือนธันวาคมปี 2016 ว่า ภายในปี 2025 เอเธนส์จะเป็นเมืองปลอดรถยนต์ใช้ดีเซล ทุกองคาพยพในประเทศก็ดูจะตอบรับปณิธานสร้างสรรค์นี้ เริ่มด้วยการวางโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิบัติการเพิ่มปริมาณคุณภาพอากาศในเมือง โดยหนึ่งในมาตรการของโครงการนี้ก็คือ การห้ามไม่ให้รถใช้ดีเซลเข้าเขตใจกลางเมืองในวันที่ทางการกำหนด แต่อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีกรุงเอเธนส์ Giorgos Kaminis ยังยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดของเขา คือ การทำให้เอเธนส์เป็นเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัวให้ได้นั่นเอง


 ลอนดอน กับมาตรการเรียกค่าปรับโทษฐานทำให้เกิดมลพิษ

ลอนดอนมีปณิธานไม่ต่างกับกรุงปารีสในการเคลียร์พื้นที่ในเมืองให้ปลอดรถยนต์ใช้ดีเซลให้ได้ในปี 2020 ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของมาตรการเข้มงวด ที่จะเรียกค่าปรับประมาณ 12.50 ดอลลาร์ ต่อวัน จากรถยนต์ที่ใช้ดีเซล ซึ่งขับเข้ามาในเมืองในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยทางการอธิบายค่าปรับที่ผู้ขับรถต้องเสียนี้ว่าเป็นค่าปรับที่สร้างปริมาณมลพิษให้กับเมือง

Stephen Joseph ผู้เชี่ยวชาญจากแคมเปญ Better Transport กล่าวถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับลอนดอนว่า มาตรการนี้เป็นการประกาศว่าลอนดอนพร้อมแล้วกับการประกาศกำหนดให้พื้นที่ในเมืองลอนดอนเป็นพื้นที่ปล่อยมลพิษต่ำ และขับเคลื่อนเมืองไปสู่เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลได้ในที่สุด


บรัสเซลส์ เมืองปลอดรถยนต์ที่ใหญ่สุดในยุโรป

รองลงมาจากเมืองโคเปนเฮเกน ก็เห็นจะเป็นกรุงบรัสเซลล์นี่ล่ะ ที่มีแนวโน้มจะก้าวไปสู่เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลตามโคเปนเฮเกนไปติดๆ เพราะถนนรอบจัตุรัสเมืองบรัสเซลส์ที่กินพื้นที่ถึงย่านธุรกิจ ตลาดหุ้น แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองก็เป็นพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและผู้ขี่จักรยานไปเรียบร้อยแล้ว

ความตระหนักของชาวบรัสเซลล์ในเรื่องนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2002 ที่เมืองนี้ได้จัดอีเวนท์ใหญ่ “Mobility Week” เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื้อเชิญให้ผู้คนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยครั้งนั้นได้กำหนดให้วันหนึ่งในเดือนกันยายนเป็นวันที่ปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลในใจกลางกรุงบรัสเซลล์

จนถึงตอนนี้ ผู้กำกับดูแลเมืองเองก็ไม่หยุดขยายพื้นที่ปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลในกรุงบรัสเซลล์ โดยได้บรรจุข้อเสนอหนึ่งไว้ในภารกิจนี้ คือ การเปลี่ยนถนนสี่เลนใจกลางเมืองให้เป็นถนนคนเดินอย่างสมบูรณ์แบบ และในปี 2018 นี้ กฎหมายที่บัญญัติห้ามรถยนต์ที่ใช้ดีเซลซึ่งประกอบขึ้นก่อนปี 1998 ขับเข้ามาในใจกลางเมืองจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการด้วย


 เม็กซิโกซิตี้กับความหวังในการเป็น เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคล

ในเดือนเมษายน ปี 2016 รัฐบาลท้องถิ่นของเม็กซิโกซิตี้ออกมาตรการห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลส่วนหนึ่งไม่ให้ขับเข้าไปในใจกลางเมือง สัปดาห์ละ 2 วัน (เฉพาะวันธรรมดา) และทุกวันเสาร์ อย่างน้อย 2 เสาร์ต่อเดือน โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับว่ารถยนต์คันไหนสามารถขับเข้ามาในเมืองได้และไม่ได้จะพิจารณาจากเลขทะเบียนรถยนต์คันนั้นๆ

ปรากฎว่าหลังจากใช้มาตรการนี้กับรถยนต์ประมาณสองล้านคัน สามารถลดปริมาณหมอกควันในเมืองได้อย่างมหาศาล


 แวนคูเวอร์ ตัดสินใจคืนพื้นที่เมืองให้คนเดินเท้าและจักรยาน

ภาพจาก www.tourismvancouver.com

 

จากการสำรวจของ Citylab พบว่าชาวเมืองแวนคูเวอร์กว่าครึ่งเลือกที่จะเดินทางด้วยการเดิน ขี่จักรยาน หรือขึ้นรถเมล์ รถไฟใต้ดิน ซึ่งนับเป็นสถิติที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับเมืองอื่นในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่าง ชาวเมืองซีแอตเทิล จะเลือกเดินทางด้วยการเดิน จักรยานและระบบขนส่งสาธารณะเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ เมืองฟิลาเดลเฟีย ก็เลือกเดินทางโดยวิธีที่กล่าวมาเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น

ดังนั้น การรณรงค์เรื่องเมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคล จึงเต็มไปด้วยความหวังที่นี่ เพราะความตระหนักเปลี่ยนพื้นที่ในเมืองให้เป็นถนนคนเดินเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1970 และยังประสบความสำเร็จในการขยายเส้นทางจักรยานในเมืองตั้งแต่ปี 2008 ทีเดียว

ภาพจาก www.tourismvancouver.com

 


 ความพยายามเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของ มหานครนิวยอร์ก

เป็นที่น่าดีใจที่ได้รู้ว่ามีการวางแผนที่จะเพิ่มพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและจักรยานในใจกลางมหานครนิวยอร์กอย่างต่อเนื่อง

ปรากฎการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นแล้วและไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ทุกวันเสาร์ในเดือนสิงหาคม ปี 2016 จะเป็นวันที่ไชาวนิวยอร์กได้มีโอกาสออกมารื่นรมย์กับสีสันของท้องถนนในฤดูร้อน ณ Time Square, Herald Square และ Madison Square Park โดยไร้ซึ่งมลพิษของรถยนต์ เพราะในวันนั้นพื้นที่ที่กล่าวมานี้ถูกกำหนดให้เป็นถนนคนเดินนั่นเอง

จากปรากฎการณ์วันนั้น ก็ทำให้ชาวนิวยอร์กได้รู้ว่า การออกมาใช้ชีวิตนอกรถยนต์ส่วนบุคคล มันรื่นรมย์ขนาดไหน และยังทำให้ผู้ดูแลเมืองนิวยอร์กทราบด้วยว่า ควรวางแผนขับเคลื่อนเมืองนิวยอร์กให้ออกจากกรอบเมืองจราจรคับคั่ง มองไปทางไหนก็มีแต่รถยนต์ เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง


เมื่ออ่านบทความนี้จบ ผมอดคาดหวังไม่ได้ว่า สาระที่ได้จากบทความนี้จะมีส่วนจุดประกายให้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความรัับผิดชอบในการวางแผน บริหารจัดการเมือง ให้หันมามองความสำเร็จของ 12 ผู้นำเมืองปลอดรถยนต์ แล้วนำไปต่อยอดหาวิถีทางใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนให้เมืองใหญ่ในประเทศของเราอย่างกรุงเทพมหานคร เดินเข้าไปใกล้ความเป็นเมืองปลอดรถยนต์มากที่สุด เชื่อเหลือเกินว่ามันจะไม่ใช่ภาพมโนในหัวของผมคนเดียวแน่ๆ


ที่มา https://www.weforum.org/agenda/2017/02/these-major-cities-are-starting-to-go-car-free?utm_content=buffer1c287&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.salika.co/2018/01/07/12city-save-the-world/

 

 

Facebook Comments

Check Also

ความจริง และ จุดเด่น ของ พุทธศาสนา

อ่าน บทความนี้ …